ทำเลคือสมการที่เปลี่ยนไป
World Franchise Centre เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะมีพื้นที่ค้าปลีกใหม่ทั่วประเทศราว 3,000,000 ตารางเมตร และเนื่องจากค่าเช่าในย่าน CBD ปรับตัวสูงขึ้น กำลังเกิด “tenant migration” จากใจกลางเมืองสู่ชานเมืองและพื้นที่โดยรอบ เช่น โซนเมกาบางนา แนวโน้มนี้ส่งผลโดยตรงต่อกลยุทธ์การเลือกทำเลของแฟรนไชส์อาหาร
ในทางกลับกัน ทำเลเกรด C ที่พึ่งพาทราฟฟิกเป็นหลัก โดยไม่มีฐานลูกค้าประจำ กำลังทยอยปิดตัวลง โดยเฉพาะแบรนด์ราคาประหยัดที่ขยายสาขาเร็วตามกระแส สุดท้ายจะเหลือเฉพาะสาขาในทำเลเกรด A และ B ที่มีทั้งทราฟฟิกและความภักดีของลูกค้า
กับดักที่นักลงทุนต้องระวัง
Sethaphong Phadungpisuth เตือนว่า หนึ่งในกับดักใหญ่ที่สุดสำหรับแบรนด์ต่างชาติที่เข้าตลาดไทยคือการหลีกเลี่ยง “กับดักตลาดแมส” เนื่องจากกำลังซื้อที่ถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง แบรนด์ต่างชาติต้องมีข้อเสนอคุณค่าที่คมชัด ไม่ใช่แค่เปิดร้านราคาถูกแล้วหวังปริมาณ
อีกกับดักสำคัญคือ ห่วงโซ่อุปทาน โมเดลธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงในปี 2569 คือแบรนด์ที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากแหล่งเดียวโดยไม่มีทางเลือกในท้องถิ่น ขณะที่กฎหมายแฟรนไชส์ของไทยยังเป็น “patchwork” ที่ใช้ทั้งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการเปิดเผยข้อมูลก่อนการขาย ทำให้การมีที่ปรึกษาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้
โอกาสที่ซ่อนอยู่ในเทรนด์ใหม่
แม้ภาพรวมจะท้าทาย แต่มีหลายเซกเมนต์ที่ยังน่าลงทุน อาหารและเบเกอรี่ ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเบเกอรี่โฮมเมด เมนูฟิวชัน และของหวานสไตล์เกาหลี-ญี่ปุ่นที่สร้างคาแรกเตอร์โดดเด่นได้ง่าย งบลงทุนต่ำกว่าธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ และสามารถดำเนินการด้วยพนักงาน 1-2 คน
เครื่องดื่มและไอศกรีม ยังเป็นเซกเมนต์ที่ผู้บริโภคซื้อซ้ำทุกวัน ทั้งชา ชาผลไม้ กาแฟ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลาดชานมไข่มุกคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 7,285 ล้านบาทในปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี ขณะที่ อาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันตกยุค โดยเฉพาะร้านสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และเมนูที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน




