พืชจิ๋วที่โลกกำลังจับตา ผำ (Wolffia) เป็นพืชน้ำท้องถิ่นที่คนไทยในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือบริโภคกันมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พืชเล็กจิ๋วชนิดนี้ “ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติมากขึ้นเพราะเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน” และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมวัตถุดิบอาหารไทย
เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่ทำให้ผำ “พรีเมียม” ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการเผชิญคือ “ความไม่คงที่ของกลิ่น สี รสชาติ รวมถึงปริมาณโปรตีน” ซึ่งทำให้การรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ทำได้ยาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเนคเทคและไบโอเทค จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่ควบคุมการเพาะเลี้ยงด้วยระบบเซนเซอร์ติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ พร้อมใช้ LED ที่ควบคุมสเปกตรัมและระดับความเข้มแสง เพื่อชดเชยแสงธรรมชาติที่ขาดหายและรักษาคุณภาพผลผลิตในแต่ละฤดูกาล
ผลลัพธ์คือ “ผำพรีเมียม” ที่มีโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม ซึ่งสูงกว่าพืชโปรตีนทางเลือกหลายชนิดที่วางจำหน่ายในตลาดโลก
จากผำสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แนะนำให้ “ผำหรือไข่ผำ” เป็น “โปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่” โดยชูจุดเด่นโภชนาการสูง ปลูกง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุว่ามี 3 สายพันธุ์ที่ให้โปรตีนสูงถึง 46-48.6% ขณะที่กลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เติบโตมากกว่า 10% ต่อเนื่อง ตามกระแส Longevity Economy ที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการอายุยืนและสุขภาพดี
ภาพใหญ่ของ Future Food ไทยในเวทีโลก ไม่ใช่แค่ผำเท่านั้น ในงาน Food & Hospitality Asia 2026 ที่สิงคโปร์ กรมการค้าต่างประเทศได้นำสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยไปแสดง อาทิ ผลิตภัณฑ์เจลให้พลังงานพร้อมทานจากถั่วลิสงและกล้วย อาหารจากพืช (Plant-based) เช่น ไอศกรีมแพลนต์เบสจากมะพร้าว ข้าว และธัญพืช ตลอดจนอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะด้าน (Functional Food) เช่น เครื่องดื่มน้ำหัวปลีผสมอินทผลัม
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับข้อมูลของ SCBEIC ที่ระบุว่า ตลาดอาหารแปรรูปพร้อมรับประทานของไทยเติบโตเฉลี่ย 2.3-3.3% โดยเน้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและความยั่งยืน การผสานระหว่างนวัตกรรม เทคโนโลยี และวัตถุดิบพื้นบ้านอย่างผำ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรไทยในห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก




