เมื่อ AI พบภูมิปัญญาไทย: อนาคตของแพทย์แผนไทย
รัฐบาลไทยได้เปิดตัวโครงการ Smart Healthcare TTM ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาผสานกับภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม เพื่อยกระดับบริการด้านการแพทย์แผนไทยให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาให้คำปรึกษาเฉลี่ยเหลือเพียง 5 นาทีต่อราย
ทำไมแพทย์แผนไทยจึงต้องการ AI
การแพทย์แผนไทยแบบดั้งเดิมอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดและการวินิจฉัยจากประสบการณ์ของแพทย์ ซึ่งเป็นจุดแข็งแต่ก็เป็นข้อจำกัดในแง่ของเวลา เมื่อมีผู้รับบริการจำนวนมาก การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นสามารถลดภาระของแพทย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น
นาโนเทคโนโลยียกระดับสมุนไพรไทย
ในอีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือระหว่างศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM) กำลังยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยผ่านนาโนเทคโนโลยี โดยเน้นการวิจัยและพัฒนา 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสนับสนุนการนอนหลับ การบรรเทาอาการภูมิแพ้ และการบรรเทาอาการปวด ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย
ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ: ศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้เต็มที่
ปัจจุบันมียาจากสมุนไพรอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว 94 รายการ อาทิ ตำรับยาแผนไทย 3 รายการ ยาจากกัญชา 8 รายการ ยาน้ำมันกัญชา 5 รายการ รวมถึงฟ้าทะลายโจร แต่ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนการใช้ยาจากบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้ง 3 ระบบ ยังคงคิดเป็นเพียง 1% เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน
งานวิจัยที่เชื่อมโยงกับ WHO Global Traditional Medicine Strategy
การประชุมวิชาการ “SITMC 2026: Transforming Traditional Medicine into the Future of Healthcare” ที่จัดโดยศิษย์เก่าแพทย์แผนไทยประยุกต์ ศิริราช เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการผสานการรักษาแบบดั้งเดิมเข้ากับระบบสุขภาพสมัยใหม่บนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ Traditional Medicine ของ WHO (2025–2034) โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญ
Longevity Nutraceuticals: อนาคตของสมุนไพรไทย
ที่งาน Vitafoods Asia 2026 มีการเปิดตัว PhytoEX ซึ่งเป็นการนำสมุนไพรไทยไปสู่สารสกัด Longevity Nutraceuticals โดยเปิดตัวสารออกฤทธิ์ SulforaEX™ และ EmeraPrimeEX™ เพื่อสุขภาพสมองและการลดภาวะเครียด นี่คือทิศทางที่สมุนไพรไทยกำลังเคลื่อนจาก “สมุนไพรแบบดั้งเดิม” สู่ “สารสกัดเชิงนวัตกรรม” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ




