ตลาดเสื้อผ้าเด็กในประเทศไทยกลายเป็นสนามประลองของแบรนด์จากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่มาพร้อมภาพลักษณ์คุณภาพ แบรนด์จีนที่เน้นราคาเข้าถึงง่ายและดีไซน์หลากหลาย หรือแบรนด์ท้องถิ่นที่ใช้ความเข้าใจผู้บริโภคเป็นอาวุธ การแข่งขันในปี 2026 มีความเข้มข้นมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ภาพรวมการแข่งขันที่ดุเดือด
จากข้อมูลของ Statista (2026) ตลาดเสื้อผ้าเด็กไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ส่วนแบ่งการตลาดกระจายตัวมากขึ้น แบรนด์ใหญ่ต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะที่แบรนด์เล็กจำนวนมากสามารถเจาะกลุ่มเฉพาะได้ด้วยต้นทุนการตลาดที่ต่ำกว่า
ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกเสื้อผ้าเด็ก
รายงานจาก Statista Children’s Apparel Thailand ระบุว่ามูลค่าตลาดเสื้อผ้าเด็กในไทยปี 2026 มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้านำเข้าจากจีนยังคงครองสัดส่วนสูงในแง่ปริมาณ ขณะที่สินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ครองตลาดระดับบนในแง่มูลค่า ส่วนแบรนด์ไทยสามารถรักษาฐานลูกค้าได้ด้วยราคาที่แข่งขันได้และการออกแบบที่เข้ากับวิถีชีวิตคนไทย
แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงขายดีด้วยความเรียบหรู
แบรนด์เสื้อผ้าเด็กจากญี่ปุ่น เช่น Uniqlo และ Muji ยังได้รับความนิยมในกลุ่มพ่อแม่ที่ชื่นชอบสไตล์มินิมอล เนื้อผ้าคุณภาพดี และฟังก์ชันที่เหมาะกับอากาศร้อนชื้นของไทย เอกลักษณ์ของแบรนด์ญี่ปุ่นคือการออกแบบที่ไม่ฉูดฉาดเกินไป ใส่ได้หลายโอกาส และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ทำให้พ่อแม่จำนวนมากมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแม้ราคาจะสูงกว่าตลาดแมส
แบรนด์จีนรุกตลาดด้วยราคาและดีไซน์ที่หลากหลาย
ผู้ประกอบการจากจีนใช้ข้อได้เปรียบด้านกำลังการผลิตและต้นทุนในการผลิตจำนวนมาก ส่งผลให้มีสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดทุกสัปดาห์ ทั้งชุดเดรสเจ้าหญิง ชุดแฟชั่นเกาหลี ชุดกีฬา และชุดลำลอง แพลตฟอร์มอย่าง Shopee และ Lazada เต็มไปด้วยร้านค้าจากจีนที่เสนอราคาต่ำและโปรโมชันจัดหนัก แต่ความท้าทายยังอยู่ที่คุณภาพสินค้าที่ไม่สม่ำเสมอ และระยะเวลาการจัดส่งที่บางครั้งนานกว่าแบรนด์ในประเทศ
แบรนด์ไทยชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความคล่องตัว
แบรนด์เสื้อผ้าเด็กของไทยหลายรายเริ่มหันมาเน้นการเล่าเรื่องท้องถิ่น เช่น การใช้ผ้าฝ้ายทอมือจากภาคเหนือ งานปักจากชุมชน หรือการออกแบบชุดเด็กที่ได้แรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย จุดแข็งของแบรนด์ไทยคือความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนดีไซน์ตามกระแสได้รวดเร็ว และการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นกันเอง
ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมาสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นด้วยเหตุผลด้านความยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน ทำให้แบรนด์ไทยบางรายสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องแข่งขันด้านราคาโดยตรงกับสินค้านำเข้าจากจีน



