เงินลงทุนในอุตสาหกรรมสื่อไทยกำลังเปลี่ยนทิศทาง
อุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ไทยในปี 2569 กำลังเผชิญการปรับโครงสร้างรายได้ครั้งสำคัญ เมื่อแบรนด์และผู้ลงโฆษณาเพิ่มความสนใจในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวัดผลได้อย่างละเอียด
ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายการกับผู้ลงโฆษณา โดยรายได้จำนวนมากมาจากการขายเวลาออกอากาศและการสนับสนุนรายการ แต่การเติบโตของบริการสตรีมมิงและโซเชียลมีเดียทำให้ผู้ผลิตมีช่องทางจำหน่ายเนื้อหาเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยง บริษัทที่สามารถผลิตเนื้อหาได้หลายรูปแบบอาจเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการซึ่งพึ่งพารายได้จากสื่อดั้งเดิมเพียงช่องทางเดียวจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างธุรกิจ
โฆษณาออนไลน์และ OTT กลายเป็นตลาดที่ต้องจับตา
ข้อมูลจาก PwC Thailand ในรายงานแนวโน้มอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อปี 2569–2573 คาดว่ารายได้โฆษณาอินเทอร์เน็ตของไทยจะเติบโต 13% ในปี 2569 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 66,800 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ตลาดบริการวิดีโอ OTT มีแนวโน้มเติบโต 11% สู่ระดับ 22,900 ล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อโดยรวมคาดว่าจะมีรายได้ 545,600 ล้านบาทในปีเดียวกัน PwC+1
ตัวเลขดังกล่าวช่วยให้เห็นขนาดของตลาดที่ผู้ผลิตคอนเทนต์สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม รายได้โฆษณาดิจิทัลไม่ได้เท่ากับรายได้ของบริษัทโปรดักชันทั้งหมด เพราะยังครอบคลุมรายได้ของแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบการจึงต้องวิเคราะห์โอกาสทางการเงินอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ประเมินความสำเร็จจากการเติบโตของตลาดเพียงอย่างเดียว
รูปแบบรายได้ใหม่ของบริษัทผลิตคอนเทนต์
ธุรกิจผลิตรายการไทยสามารถพิจารณารายได้จากหลายช่องทาง เช่น การรับจ้างผลิตรายการให้แพลตฟอร์ม การขายสิทธิ์เผยแพร่ การสร้างเนื้อหาร่วมกับแบรนด์ และการพัฒนาผลงานต้นฉบับเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ
อีกแนวทางหนึ่งคือการนำรายการโทรทัศน์ที่มีอยู่มาปรับเป็นวิดีโอออนไลน์ โดยแยกเนื้อหาออกเป็นตอนสั้น เบื้องหลัง หรือบทสัมภาษณ์พิเศษ เพื่อเพิ่มจำนวนจุดสัมผัสกับผู้ชมและสร้างโอกาสทางการตลาด
สำหรับบริษัทที่มีฐานแฟนคลับชัดเจน รายได้อาจขยายไปสู่สินค้าเกี่ยวเนื่อง กิจกรรมสด หรือความร่วมมือกับธุรกิจอื่น แต่ต้องประเมินต้นทุนและความเหมาะสมของผู้ชมแต่ละกลุ่ม
การลงทุนคอนเทนต์ต้นฉบับช่วยสร้างมูลค่าระยะยาว
แม้การผลิตรายการตามคำสั่งจ้างจะช่วยสร้างกระแสเงินสด แต่การพัฒนาเนื้อหาที่บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิ์อาจเปิดโอกาสให้เกิดรายได้ต่อเนื่องจากการจำหน่ายซ้ำและการดัดแปลงผลงาน
ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตซีรีส์สามารถพัฒนาตัวละครหรือเรื่องเล่าที่มีเอกลักษณ์ ก่อนนำไปต่อยอดเป็นภาคใหม่ สินค้าที่ระลึก หรือการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ทั้งนี้ต้องอาศัยการวางแผนด้านลิขสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
ปัญหาสำคัญอยู่ที่ต้นทุนการพัฒนาเนื้อหาต้นฉบับ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานก่อนสร้างรายได้ ผู้ผลิตขนาดเล็กจึงจำเป็นต้องบริหารสัดส่วนระหว่างงานรับจ้างที่มีรายได้แน่นอนกับการลงทุนสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง
การใช้ข้อมูลและ AI เปลี่ยนวิธีบริหารธุรกิจโปรดักชัน
แพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตศึกษาพฤติกรรมผู้ชมจากข้อมูลการรับชม ระยะเวลาการติดตาม และรูปแบบการมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจผลิตโครงการใหม่
เทคโนโลยี AI ยังสามารถสนับสนุนงานจัดทำคำบรรยาย การจัดการไฟล์วิดีโอ และขั้นตอนหลังการถ่ายทำ แต่ไม่ควรนำผลลัพธ์จากระบบอัตโนมัติมาใช้โดยปราศจากการตรวจสอบด้านคุณภาพและสิทธิ์ในผลงาน
ในระยะต่อไป ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทผลิตคอนเทนต์ไทยจะขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุน การรักษาลิขสิทธิ์ และการพัฒนาเรื่องเล่าที่ผู้ชมยินดีติดตาม มากกว่าการเพิ่มจำนวนคลิปหรือรายการโดยไม่มีแผนสร้างรายได้รองรับ



